อย่าเล่นถ้ายังไม่ได้อ่าน กติกาและลำดับไพ่ใน โป๊กเกอร์ออนไลน์

        ทุกครั้งก่อนที่จะลงไปเล่นเกมพนันใด ๆ ใน คาสิโนออนไลน์ สิ่งแรกที่จะทำก็คือการศึกษาเกมพนันตัวนั้นให้เข้าใจเสียก่อน โดยเฉพาะเรื่องกฎ กติกา มารยาท แล้วยิ่งเป็น โป๊กเกอร์ออนไลน์ เป็นอะไรที่พลาดไม่ได้เลยครับ หากเราไม่เข้าใจเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ให้ดี เข้าไปก็มีแต่โดนรุมกินโต๊ะแน่นอน ว่าแต่รายละเอียดมันเป็นอย่างไร ยากเกินไปไหม คำตอบรออยู่ในบทความนี้แล้วครับ

ศัพท์และกติกาพื้นฐานโป๊กเกอร์

        การเล่นไพ่โป๊กเกอร์นั้นสามารถเล่นได้กันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และสามารถมีผู้ชนะได้มากกว่า 1 คน ส่วนเรื่องกติกานั้นจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบของโป๊กเกอร์ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นเราจำเป็นต้องรู้ศัพท์เฉพาะทางของ Poker เสียก่อนครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นครับ

      1. Button หมายถึง ปุ่มที่อยู่หน้าผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง คาสิโนออนไลน์ บางที่ใช้ตัวอักษร “D” แทน และจะถูกสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปหาผู้เล่นคนอื่นในเกมถัดไปตามเข็มนาฬิกา โดยผู้ที่มีเครื่องหมายนี้อยู่จะถูกเรียกว่า Button หรือ Dealer
      2. Dealer หมายถึง คนแจกไพ่ แต่สำหรับ โป๊กเกอร์ออนไลน์ จะหมายถึงผู้เล่นคนสุดท้าย
      3. Hold Cards หมายถึง ไพ่ที่ได้รับจากคนแจกไพ่ ซึ่งไพ่จะถูกคว่ำหน้าลงตอนแจกเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเห็น
      4. Big Blind (BB) หมายถึง ผู้เล่นที่ต้องวางเดิมพันแบบเต็มจำนวนขั้นต่ำของโต๊ะ โดยไม่สนว่าเกมนั้นผู้เล่นที่เป็น BB จะเล่นหรือไม่
      5. Small Blind (SB) หมายถึง ผู้เล่นที่ต้องวางเดิมพันครึ่งหนึ่งของขั้นต่ำของโต๊ะ โดยไม่สนว่าผู้เล่นที่เป็น SB จะเล่นหรือไม่เช่นกัน เพราะมันคือการบังคับให้วางเดิมพันเช่นเดียวกับ BB
      6. Flop หมายถึง ไพ่ 3 ใบแรกที่เป็นกองกลาง โดยจะหงายหน้าไพ่ไว้ให้ผู้เล่นได้เห็น
      7. Turn หมายถึง ไพ่ใบที่ 4 ที่อยู่กองกลาง
      8. River หมายถึง ไพ่ใบที่ 5 ซึ่งเป็นไพ่กองกลางใบสุดท้าย

กติกาโป๊กเกอร์

        ในการเล่น โป๊กเกอร์ออนไลน์ เราสามารถเล่นได้หลายรอบ การวางเดิมพันก็จะมีตั้งแต่วางก่อนแจกไพ่ และหลังจากแจกไพ่ใบแรกไปจนกว่าจะครบ ขึ้นอยู่กับชนิดของโป๊กเกอร์ด้วยว่าจะใช้กติกาแบบไหนในการเล่น แต่ไม่ว่าจะเป็นโป๊กเกอร์รูปแบบไหนก็จะมีกติกาพื้นฐานที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันดังนี้

      1. Dealer จะเป็นผู้แจกไพ่ (Hold Card) ให้กับผู้เล่นทุกคนบนโต๊ะ
      2. กรณีที่เป็นการเล่นโป๊กเกอร์แบบแจกไพ่ Flop หลังจากทุกคนได้รับไพ่ครบแล้ว ผู้เล่นที่อยู่ทางซ้ายมือของ Big Blind จะเป็นผู้เริ่มเล่นก่อน
      3. หลังจากดูไพ่ของตัวเองแล้ว ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไรใน 4 อย่างนี้
    • Fold หรือการหมอบ เป็นการทิ้งไพ่ในมือเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการเล่นเกมนี้
    • Call เป็นการวางเดิมพันตามจำนวนชิปเดิมพันสูงสุดบนโต๊ะในรอบนี้
    • Raise เป็นการเพิ่มเงินเดิมพันสูงสุดบนโต๊ะ ตามกฎแล้วถ้ามีใคร Raise คนอื่นจะต้อง Call เพื่อเพิ่มเดิมพันให้เท่ากัน หรือจะ Raise เพื่อขยับเดิมพันขึ้นไปอีกก็ได้ แต่ถ้าใครสู้ไม่ไหวจะ Fold ตอนนี้ก็ได้เช่นกัน
    • Check เป็นการขอผ่าน (ส่วนมากผู้เล่นจะใช้การเคาะโต๊ะให้สัญญาณ) จะใช้ในกรณีที่ชิปเดิมพันของเราเท่ากับชิปเดิมพันสูงสุดบนโต๊ะ และเราก็ไม่ต้องการเพิ่มเดิมพันอีก เมื่อ check กันจนครบทุกคน Dealer จะแจกไพ่เพิ่มเพื่อเป็นการเริ่มรอบใหม่
      1. จากข้อที่ 3 เมื่อเล่นกันเสร็จแล้ว Dealer จะแจกไพ่ใบที่ 4 ไปที่กองกลาง เพื่อเริ่มเล่นรอบต่อไป
      2. เมื่อเล่นจนครบรอบแล้ว Dealer จะแจกไพ่ใบสุดท้ายไปที่กองกลาง เพื่อเริ่มเล่นรอบสุดท้าย
      3. หลังจากจบรอบสุดท้าย ผู้เล่นที่เหลือจะต้องเปิดไพ่นับแต้มว่าไพ่ในมือ 2 ใบกับกองกลางอีก 5 ใบ ใครจะมีแต้มมากกว่ากัน

 วิธีเล่นโป๊กเกอร์ชนิดต่าง ๆ 

        อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าอันที่จริงแล้ว โป๊กเกอร์ นั้นมีหลายชนิด กฎกติกาก็แตกต่างกันไป หลัก ๆ แล้วแบ่งได้ดังนี้ครับ

Texus Hold’em

        โฮลเอ็มโป๊กเกอร์ เป็นโป๊กเกอร์ที่นิยมเล่นกันมากเพราะมีวิธีที่ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่แจกไพ่ให้ผู้เล่นคนละ 2 ใบ ใครที่สามารถรวมแต้มกับไพ่กองกลางอีก 5 ใบแล้วได้คะแนนดีที่สุดก็จะชนะ หรือจะทำให้คนอื่นทิ้งไพ่จนหมดเหลือตัวเองเป็นคนสุดท้ายก็ถือว่าชนะเหมือนกัน ซึ่งรางวัลก็คือเงินกองกลางทั้งหมด

Omaha

        โอมาฮ่าโป๊กเกอร์ จัดว่าได้รับความนิยมเป็นรองโฮลเอ็มโป๊กเกอร์ แตกต่างกันที่ผู้เล่นจะได้รับไพ่ 4 ใบ และต้องใช้ไพ่ 2 ใบในมือมาแทนไพ่กองกลาง เพื่อผสมเป็นไพ่ชุด 5 ใบ

7/5 Stud

        เป็นเกมที่ไม่มีไพ่กองกลาง แต่ผู้เล่นจะได้รับ Hold Cards ซึ่งกติกาจะแยกตาม 5 stud และ 7 stud ดังนี้

    1. 5 Stud ผู้เล่นจะได้รับ Hold Cards 5 ใบ เมื่อครบแล้วให้ใช้ไพ่ 5 ใบในมือมาเรียงแต้มแล้วตัดสินคะแนนไพ่กัน
    2. 7 Stud Dealer จะแจกไพ่ 7 ใบ แบ่งเป็น 5 รอบ ผู้เล่นจะสามารถวางเดิมพันได้ทุกรอบจนกว่าจะแจกไพ่ครบ ซึ่งวิธีแจกคือ
      • รอบที่ 1 แจกไพ่ 3 ใบ โดยคว่ำ 2 ใบแรกไว้ และหงายหน้าไพ่ใบที่ 3
      • รอบที่ 2 แจกไพ่หงายใบที่ 4
      • รอบที่ 3 แจกไพ่หงายใบที่ 5
      • รอบที่ 4 แจกไพ่หงายใบที่ 6
      • รอบที่ 5 แจกไพ่คว่ำเป็นใบสุดท้าย

        หลังจากแจกครบผู้เล่นจะต้องเรียงไพ่ชุด 5 ใบมาวัดคะแนนกัน ใครที่ได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

        นอกจากไพ่ โป๊กเกอร์ออนไลน์ ทั้ง 3 ชนิดนี้แล้ว ยังมีไพ่กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Mix Game Poker ซึ่งเป็นการนำโป๊กเกอร์แบบเดิม ๆ มาพัฒนากติกาจนเกินการเล่นรูปแบบใหม่ อาทิ Limit 2-7 Triple Draw, Limit Hold’em, Limit Omaha Eight or Better และอีกมากมาย

คะแนนไพ่ Poker วัดกันอย่างไร

        แม้ว่าการตัดสินแพ้ชนะของโป๊กเกอร์มักจะใช้แต้ม แต่ตัวชี้ขาดกลับอยู่ที่การเรียงไพ่ให้ได้ตามลำดับหรือตามชุดครับ เพราะต่อให้มีแต้มมากขนาดไหน ถ้าไม่เข้าชุดก็แทบจะไร้ความหมาย ถามว่าต่อได้ไหมในเมื่อไพ่ไม่เข้าชุด คำตอบก็คือได้ครับ แต่มันก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงสูงเช่นกัน ผู้เล่นส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะทิ้งไพ่ออกไปทันทีเมื่อเห็นว่าไพ่ที่มีมันมีดีแค่แต้มสูง ถึงอย่างนั้นก็มีคนที่เลือกจะสู้ต่อ เพียงเพราะมันสามารถเอาชนะกันได้ด้วยเทคนิคการลอกล่อหรือการบลัฟกันนี่แหละครับ ว่าแต่ชุดไพ่ที่เราพูดถึงมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลย

      1. Royal Straight Flush เป็นไพ่ที่ใหญ่ที่สุด และมีโอกาสออกน้อยมาก ๆ เพียงแค่ 0.00015% เท่านั้น ไพ่ชุดนี้จะประกอบไปด้วย Ace, K, Q, J และ 10 ที่มีดอกเดียวกัน
      2. Straight Flush หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง จัดว่ามีความใหญ่เป็นอันดับ 2 โอกาสออกอยู่ที่ 0.0015% ไพ่ชุดนี้จะเป็นไพ่ที่มีแต้มเรียงกัน 5 ใบและเป็นดอกเดียวกันทั้งหมด เช่น 7, 6, 5, 4, 3 ดอกหัวใจ
      3. Four of kind เป็นชุดไพ่ที่มีแต้มเดียวกัน 4 ใบ โอกาสออกอยู่ที่ 0.024%
      4. Full House จะมีไพ่ตอง 1 ชุด และคู่อีก 1 ชุด เช่น 9, 9, 9, A และ A ถ้าหากมีคนได้ Full House เหมือนกันให้ใช้แต้มหน้าไพ่ตองมาเปรียบกันแล้วค่อยดูที่ไพ่คู่ ใครใหญ่กว่าคนนั้นชนะ โอกาสออกอยู่ที่ 0.14%
      5. Flush เป็นชุดไพ่ที่มีดอกเดียวกันทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องเรียง ถ้ามีคนอื่นได้ Flush จะใช้ตัวใหญ่สุดเป็น Kicker โอกาสออกอยู่ที่ 0.2%
      6. Straight เป็นชุดไพ่เรียงแต้มกันแบบไม่สนใจว่าจะเป็นดอกอะไร ถ้ามีคนได้ Straight มากกว่า 1 ให้นับตัวใหญ่สุดเป็น Kicker สำหรับ Ace ต้องดูว่าเรียงอย่างไร ถ้าเป็นชุด A, K, Q, J, 10 จะถือว่าใหญ่สุด ถ้าเป็น 5, 4, 3, 2, A ตรงนี้ Ace จะเล็กสุด โอกาสออกอยู่ที่ 0.39%
      7. Three of kind เป็นชุดไพ่ที่มีไพ่แต้มเดียวกัน 3 ใบ ถ้ามีคนอื่นได้ Three of kind ให้ใช้ไพ่อีก 2 ใบที่เหลือในการหา Kicker โอกาสออกอยู่ที่ 2.1%
      8. Two Pair ชุดไพ่นี้จะมีไพ่คู่อยู่ 2 คู่ หากผลเป็นเสมอให้ไล่เปรียบกันทีละคู่ว่าใครใหญ่กว่า ถ้าทั้ง 2 คู่ยังแต้มเท่ากันให้ใช้ใบสุดท้ายเป็น Kicker โอกาสออกอยู่ที่ 4.75%
      9. One Pair จัดว่าเป็นชุดไพ่ที่ออกบ่อยที่สุด เพราะมีไพ่คู่เพียงคู่เดียว โอกาสออกอยู่ที่ 42% ถ้าผลเป็นเสมอให้ดูไพ่ที่เหลือเป็น Kicker
      10. High Card เป็นชุดไพ่ที่ไม่มีการเรียงใด ๆ วัดกันที่ใครแต้มสูงก็จะเป็นผู้ชนะ เทียบกันใบต่อใบในกรณีที่ผลเป็นเสมอ และถ้าจบครบ 5 ใบยังได้ผลเสมอ เงินกองกลางที่ได้ให้แบ่งกันไป โอกาสออกของไพ่ชุดนี้อยู่ที่ 50%

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here